KAAN SHOW x KANT JOURNEY

ผมเรียนจบปริญญาโททางด้าน “การบริหารงานวัฒนธรรม “ จากธรรมศาสตร์ครับ

จุดมุ่งหมายของการเรียนสาขานี้ คือ การตีโจทย์ให้แตกว่า “ทำอย่างไรให้วัฒนธรรมไทย ขายได้” โดยไม่บิดพริ้วจากของเดิม แต่สร้างสรรค์เพิ่มเติมสิ่งใหม่ๆ เข้าไป

ตอนเรียน เราก็ได้ศึกษาเคสมากมาย โดยเฉพาะจากต่างประเทศ (ตอนนั้นมีเกาหลีที่ดังมาก ทั้งกระแสแดจังกึม เคป๊อบ เที่ยวเกาหลี)

เราก็อดมาคิดต่อไม่ได้ว่า “ของไทย” จะมีงานสร้างสรรค์ทางศิลปะแบบนี้หรือไม่ ถ้ามี … ใครจะเริ่ม ใครจะทำ ทำแล้วจะออกมาดีหรือไม่ เสียงตอบรับและรายได้จะเป็นไปอย่างที่คาดหวังหรือเปล่า

เวลาผ่านไปเกือบ 10 ปี วันนี้ผมได้คำตอบแล้วครับ

วันนี้ กานต์เดินทาง (KANT JOURNEY) จะมาเล่าเรื่อง คานโชว์ (KAAN SHOW) ที่พัทยาครับ

อะไรคือ KAAN SHOW?

คำจำกัดความของ KAAN SHOW คือ A Spectacular Cinematic Live Experience หมายถึงประสบการณ์รับชมการแสดงสดที่ผสมผสานเทคนิคระดับโลก เข้ากับภาพยนตร์และการแสดงสดบนเวที KAAN SHOW จึงเป็นการผสมผสานความเป็นการแสดงสดแบบ Live Performance ที่มีทั้งการแสดง, บทที่แข็งแรงจากรากฐานวรรณคดีไทย, โปรดักชั่นที่อลังการ, คอมพิวเตอร์กราฟฟิค 3 มิติ, ระบบแสงสีเสียงแพรวพราว และเทคนิคแบบภาพยนตร์ เลยทำให้ทุกองค์ประกอบดูสมจริงกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับเนื้อเรื่องและนักแสดง

มีต้นเรื่องมาจากวรรณคดีไทย ทั้ง พระอภัยมณี, พระสุธน มโนราห์, นางมณีเมขลากับรามสูร, สังข์ทอง, ไกรทอง และ รามเกียรติ์  โดยแต่ละเรื่องก็ยกเฉพาะช่วงฉากแอ็คชั่นสำคัญ แบบคัดไฮไลต์มาเลยไม่เยิ่นเย้อ มีการปรับบทใหม่ให้ดูล้ำ มีดัดแปลงเนื้อหาใหม่บางส่วนให้ดูเหนือจริงแบบแฟนตาซี และที่สำคัญเป็นการแสดงที่ไร้บทสนทนา ช่วยกระตุ้นพัฒนาการเรื่องการเปลี่ยนมุมมอง การวิเคราะห์อย่างยืดหยุ่น  (cognitive flexibility) ผมว่าเป็นเรื่องยากแต่ดี ตรงที่ไม่มีบทพูดมาปิดกั้นจินตนาการของคนดู ไม่มีช่องว่างทางภาษา แต่ทว่า การสื่อสารแบบอวัจภาษาให้เข้าใจถือว่าทำได้เยี่ยมครับ

รวมพลคนคิด คนทำ

KAAN SHOW  เรียกว่า เป็นการรวมตัวกันคนคนระดับหัวกะทิในวงการแสดงบ้านเราครับ เริ่มจากดูทีมงานด้านบทจาก GDH นำโดย คุณยงยุทธ ทองกองทุน และ คุณปวีณ ภูริจิตปัญญา ผู้กำกับชื่อดังจาก บริษัทสนุกดีทวีสุข จึงมิพักได้แปลกใจว่าทำไมในแต่ละองค์ของการแสดงจึงกลมกล่อมมาก

งานภาพนั้นที่ได้รับการออกแบบคอมพิวเตอร์กราฟฟิคสุดสมจริงโดยคุณวีรภัทร ชินะนาวิน จากบริษัท RIFF Studio ซึ่งผลิตอนิเมชั่นและงานซีจีระดับแถวหน้าของไทยมาแล้วมากมาย ทั้งยังเคยร่วมงานกับค่ายระดับโลกอย่าง Pixar Animation Studio มาแล้วด้วย และยังประสายการทำงานเข้ากับเจ้าพ่องานเทคนิคพิเศษ  คุณสุเทพ จับสี แห่ง BaanRig Studio ผู้เชี่ยวชาญด้านรอกและสลิงตลอดจนสเปเชียลเอฟเฟ็กต์ต่างๆ ในหนังและโชว์การแสดง ต่างๆ อันดับหนึ่งของไทยด้วยครับ

KAAN SHOW ถือได้ว่าเป็นการรวมตัวของทีมนักเต้oมือรางวัลระดับเอเชียและระดับโลกชาวไทยรวมกว่า 600 คน ซึ่งมีความสามารถในการแสดงและการเต้นในหลากหลายแนว ทั้ง บีบอย, ป๊อปปิ้ง, ฟรีรันนิ่ง ร่วมด้วยศาสตร์ชั้นสูงอย่าง โขน, บัลเลต์ และศิลปะการต่อสู้ประยุกต์ด้วย ซึ่งทุกคนต่างทุ่มเทในการเตรียมงานและฝึกฝนอย่างหนัก โดยใช้เวลากว่า 3 ปี กว่าจะออกมาเป็นโชว์ดีๆ แบบนี้ได้ แถมยังได้คุณศักดิ์สิทธิ์ พิศาลสุพงศ์ และ คุณพิสิฐ จงนรังสิน แห่ง Tube Gallery มาออกแบบชุดให้กับนักแสดงด้วย สวยงามและสามารถดึงอัตลักษณ์ของไทยร่วมสมัยออกมาได้ดีเลยทีเดียวครับ

อีกส่วนงานสำคัญที่เสริมให้ KAAN SHO ครบองค์ประกอบ คือเพลงครับ เพลงและซาวด์ที่ช่วยทำหน้าที่เสริมบรรยากาศให้เสมือนจริงและเร้าอารมณ์คนดูเป็นฝีมือของ คุณชาติชาย พงษ์ประภาพันธ์ นักแต่งเพลงสกอร์ เจ้าของรางวัลมากมาย ใครที่เคยชื่องานประกาศผลรางวัลเกี่ยวกับภาพยนตร์ คงคุ้นชื่อนี้ไม่น้อยเลยล่ะครับ เพราะกวาดรางวัลมาแล้วแทบทุกสถาบัน

ไฮไลท์อีกอย่างคือตัว “โรงละครลอยฟ้า” ที่สามารถจุคนดูได้ถึง 1,400 ที่นั่ง ออกแบบโดยคุณประภากร วทานยกุล และ ดร.ณรงค์วิทย์ อารีมิตร จากบริษัทสถาปนิกชื่อดัง A49 นั่นเอง ดังนั้น ใครที่ไปชมก็จะต้องถ่ายภาพท่ายกโรงละครลอยได้ กลายเป็น Signature ไปโดยปริยาย ทั้งหมดนี้ลงทุนไปเกือบ 1,000 ล้านบาท ภายใต้การสนับสนุนของ สิงห์ คอร์เปอเรชั่น ผ่านการบริหารของ บริษัท ปัญจลักษณ์พาสุข จำกัด

โรงละครลอยได้แห่งแรกของไทย

อ่านไม่ผิดหรอกครับ โรงละครนี้ลอยได้จริงๆ เป็น “The World’s First Levitating Theatre” มีชื่อเต็มๆ ว่า “ดีลักษณ์ ซีเนมาติก เธียเตอร์” (D’LUCK) โรงละครอยู่ไม่ได้ไกลจากตัวเมืองมากนัก ตั้งอยู่ถนนเทพประสิทธิ์ ขับผ่านก็จะต้องมองเห็นแน่นอนเพราะโรงละครใหญ่และเด่นมาก  ด้านหน้าจะเป็นลานกว้างๆ ด้านหลังคือโรงละครทรงสี่เหลี่ยมสีทอง ถ้าเห็นสิงห์อยู่ข้างหน้าทางเข้า ก็เลี้ยวรถไปเทียบท่าได้เลยครับ

ซ้ายมือจะมีร้าน Greyhound cafe อยากให้ไปก่อนเวลาถ้าใครอยากจะถ่ายรูปท่ายกโรงละคร จากนั้นก็มานั่งทานขนม ทานข้าวที่นี่ได้ครับ

ใกล้ๆ กันก็มีร้านค้าให้เลือกชมเลือกหาพอประมาณ ส่วนด้านในสุดก่อนถึงโรงละครจะเป็นร้านขายของที่ระลึกของ  KAAN SHOW ครับ ส่วนตัวชอบผ้าพันคอของ “KAAN เดินทางเป็นพิเศษ เพราะชื่อคล้ายกัน อิอิ

ที่หน้าโรงจะมีตู้ขายบัตรชมการแสดงอัตโนมัติด้วยครับ ถ้ายังไม่มีบัตรก็กดซื้อบัตรได้ที่ตู้นี้ หรือถ้าสะดวกก็จองมาจากบ้านเลยก็ดีครับ แล้วมารับตั๋วที่นี่

ดูวิธีการจองได้ตามลิงก์นี้  วิธีจองตั๋วผ่านเว็บไซต์

ส่วนใครจองตั๋วมาแล้วจากบ้าน ก็นิมนต์เข้ามาด้านในได้เลยครับ อยากบอกว่า ออกแบบได้สวยมากครับ ถ้าประตูเปิดแล้วรีบเข้ามาเลยดีกว่า จะได้ถ่ายรูปตอนคนยังไม่เยอะมาก ถือว่าออกแบบได้เรียบหรูมากครับ โปร่งโล่งด้วยเพดานสูง ด้านในยังมีร้านขายของที่ระลึกและมี Snack Bar จาก Greyhound Cafe ลูกชิ้นอร่อยมาก

ที่เสาจะมีบอกประตูทางเข้าครับ แบ่งโซนเรียบร้อยทำให้ไม่งงครับ ตัวโรงละครจะมีทั้งหมด 3 ชั้น แบ่งโซนไว้ชัดเจนคือ A ฝั่งซ้าย  B ฝั่งขวา อยู่ชั้น 2 , C D ชั้น 3 ฝั่งซ้าย และ E F ฝั่งขวา ถึงเวลาก็แสกนบัตร  Check-in แล้วเข้าโรงละครได้เลย แนะนำทำธุระส่วนตัวก่อนให้เรียบร้อยจะได้ไม่สะดุดอารมณ์ระหว่างชมการแสดงครับ

เปิดม่าน

 

โชว์มีทั้งหมด 6 ชุด ความยาวประมาณชั่วโมงครึ่งครับ ทีมงานใจดีอนุญาติให้บันทึกภาพความประทับใจเก็บไว้ได้นะครับ เฉพาะภาพนิ่งจากมือถือเท่านั้น

สามารถ “แชะแล้วแชร์” ให้เพื่อนๆ ทาง Social Media ได้เลยทันที

เปิดม่านการแสดงด้วยเรื่องราวของเด็กที่ชื่อ คาน ที่อ่านวรรณคดีไทยเล่มไหนก็รู้สึกง่วง (เหมือนกันเลย) ทำให้ไม่อยากอ่าน แต่พอไปเจอหนังสือเล่มหนึ่งที่มีชื่อของเขาอยู่บนหน้าปก ความน่าสนใจจึงเริ่มต้นขึ้นและเป็นประตูสู่อีกโลกที่ถูกดูดหายเข้าไปพร้อมกับคู่หูที่ชื่อ “กบิลปักษา” หลังจากนั้นโชว์ก็จะให้เราเริ่มผจญภัยไปกับตัวเอกทั้งสองตัวครับ

ส่วนตัวชื่อชมในการตั้งชื่อในแต่ละองค์มากครับเริ่มจาก

ผีเสื้อพิโรธ (THE WRATH OF THE SEA GIANTESS) จากเรื่อง พระอภัยมณี 

วรรณคดีเปิดเรื่องที่คานและกบิลปักษาเดินทางมาถึง หลังจากตกลงมากลางหลังม้านิลมังกรที่สุดสาครบินผ่านมาพอดี ไฮไลท์คือการสัมผัสผู้ชมอย่างใกล้ชิดผ่านการใช้สลิงอย่างผาดโผนราวกับตัวละครบินไปได้ทุกทิศทางในฉาก จนมาอยู่ตรงหน้าคนดูในระยะประชิด โชว์นี้จะอารมณ์อุ่นเครื่องผู้ชม ประมาณว่าพาเราไปผจญภัยพร้อมกับคานที่หลุดเข้าไปอยู่บนเรือสำเภาที่สวยมาก นักแสดงชายบนเรือเต้นอย่างพร้อมเพรียงกันดี ซึ่งถือเป็นจุดเด่นของฉากนี้ ทำเอาหลายคนต้องยกผ้ามาเช็ดน้ำหมากเลยทีเดียว กับการโชว์พลังของเหล่านักกล้ามจากทีม Street Workout ที่เคยผ่านเวทีประกวดชื่อดังระดับเอเชียอย่าง Asia’s Got Talent ซีซั่นแรกมาแล้ว โดยจะเน้นการปีนป่ายและโชว์ท่าบนบาร์โหนต่าง ๆ ได้อย่างตื่นตาตื่นใจทีเดียว

ส่วนงานซีจีและภาพฉากหลังก็ถือเป็นไฮไลท์ขององค์นี้ครับ อย่างฉากการพบกันของเหล่ากองเรือของพระอภัยมณี กับจอมปีศาจแห่งท้องทะเลอย่างนางผีเสื้อสมุทรที่ดุร้ายคลุ้มคลั่งสุดๆ ทำได้น่ากลัว สมจริงและอลังการมาก คลื่นทะเลที่โหมกระหน่ำทำเอาปั่นป่วนกันไปทั้งโรงละครเลยครับ

ปราโมทย์หิมพานต์ (THE COLORS OF HIMMAVANTA)  จากเรื่อง พระสุธน มโนราห์

ฉากป่าหิมพานต์นี้สวยมากครับ ใช้เทคนิคของไฟเล่นกับสีสันสะท้อนแสงของชุดเครื่องแต่งกายดีไซน์เก๋ โดยเฉพาะกินนรีที่โชว์กายกรรมแบบ Aerial Acrobatics หรือการโหนห่วงหรือผ้า นับเป็นความสามารถเฉพาะตัวของนักแสดงจริงๆ ครับ

อสุนีมารโรมรัน (THE CHASE OF LIGHTNING) จากเรื่อง เมขลากับรามสูร

ฉากนี้ก็สนุกอีกเหมือนกันครับ เป็นฉากไล่ล่าระหว่างเมขลา และรามสูร บทบู๊สมจริงสุดๆ นางเมขลาก็อ่อนช้อยสวยงาม จุดเด่นของฉากนี้คือ การจำลองฉากกลางท้องฟ้าเหนือหมู่เมฆที่กำลังครืนครั่นไปด้วยฟ้าฝนคะนอง กายกรรมห้อยโหนบนบาร์ทรงกลมของสองนางฟ้าที่ตื่นตา เป็นฉากที่โชว์เทคนิคล้วนๆ การนำอุปกรณ์ที่เรียกว่า Tesla Coil แรงดันสูงถึง 1 ล้านโวลต์ มาสร้างสายฟ้าจริงๆ ซึ่งได้นักวิชาการที่ค้นคว้าเรื่องเทสล่า มาช่วยเสริมเทคนิคให้องค์นี้อลังการมากยิ่งขึ้นครับ


เดิมพันรจนา (THE WAGER FOR THE IVORY KINGDOM) จากเรื่องสังข์ทอง

เป็นฉากที่เล่นกับไฟ และแสง รวมถึงเป็นฉากที่ใช้นักแสดงเยอะมาก สามารถนำช้างเข้ามาในโรงละครได้ เรียกว่าไม่ธรรมดาครับ (เล่นใหญ่มาก) ฉากนี้เป็นการเลือกคู่ของเหล่าพระธิดาของเจ้าครองนคร มีการจัดขบวนขันหมากหน้ากากแฟนซีของเจ้าชายทั้ง 6 พระองค์ รวมถึงเงาะป่าด้วย โดยแต่ละขบวนก็ดึงเอาอัตลักษณ์ความเป็นไทยท้องถิ่นของแต่ละภาคนำมาดีไซน์ใหม่ได้อย่างลงตัวครับ ดูโมเดิร์นและแฟนตาซีไม่ดูเก่าคร่ำครึเลย ไม่ว่าจะเป็นผีตาโขน กลองยาว มโนราห์ กลองสะบัดชัย เป็นต้น ชอบคอสตูมและท่าเต้นที่หลากหลายในฉากนี้เป็นพิเศษครับ

ปราบพญาชาละวัน (THE UNDERWATER ABYSS) จากเรื่องไกรทอง

สามารถเปลี่ยนความรู้สึกของผู้ชมจากบนบกลงไปใต้น้ำได้ภายในไม่กี่วินาทีครับ เพราะฉากนี้จะดำดิ่งสู่เมืองจระเข้ เพื่อชมการต่อสู้ของไกรทองกับพญาชาละวันและเหล่าสมุน ที่มีทั้งคิวสตันท์โหดๆ และบทเล่นน้ำเซ็กส์ซี่ครับ ซึ่งฉากนี้ก็จะเป็นกุญแจดอกสุดท้ายที่จะพาคานและกบิลปักษา กลับมายังโลกครับ

แต่ยังไม่จบเท่านั้น ยังมีไคล์แมกซ์ด้วย ทศกัณฐ์อหังการ (THE CATACLYSM) จากเรื่องรามเกียรติ์ เป็นการปิดท้าย เพราะจะเป็นการเข้าไปในโลกของพระรามพระลักษณ์ กับสงครามลิงปะทะยักษ์ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของกบิลปักษา ซึ่งมาต่อสู้กันที่กรุงลงกา ถือเป็นไคลแมกซ์ที่คานจะต้องเป็นผู้ตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง เหตุการณ์พลิกผันไปมา เรียกได้ว่าเอาใจช่วยจนแทบนั่งไม่ติด

แถมยังมีเทคนิค State of the Art Animatronics สร้างสรรค์ทศกัณฐ์ดั้ม ตัวใหญ่ขนาดเท่าตึก 9 ชั้น ทำเอาผู้ชมอึ้งและทึ่งกับการจัดหนักจัดเต็มได้ขนาดนี้

เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไม่ขอเล่านะครับ เพราะอยากจะให้ไปดูกันเอาเอง สามารถชวนกันไปดูได้ทั้งครอบครัวครับ ซึ่งวันที่ไปก็มีเด็กๆ ไปดูกันเยอะมาก 

แต่หากเป็นไปได้อยากให้ผู้ปกครอง เล่าเรื่องวรรณคดีไทยโดยย่อให้กับน้องๆ เด็กๆ ได้ทราบก่อนเข้าไปดู จะทำให้เกิดอารมณ์ร่วมได้มากยิ่งขึ้นครับ ทำให้เด็กเกิดความคิดสร้างสรรค์ต่อยอดจากพื้นฐานของวรรณคดีที่มีอยู่แล้วครับ

  • รอบการแสดง ทุกวันรอบเวลา 17.00 น. และพิเศษสำหรับวันเสาร์เพิ่มอีกหนึ่งรอบคือเวลา 20.30 น. (หยุดทุกวันจันทร์ / รอบการแสดงอาจมีการเปลี่ยนแปลง เช็คได้จาก http://www.kaanshow.com )
  • ราคาบัตร 4,000, 3,000 และ 2,500 บาท (ช่วงนี้มีโปรโมชั่น ซื้อ 2 ใบขึ้นไป จะได้รับส่วนลด 40% จากราคาเต็มกันเลยทีเดียว) ถือว่าคุ้มมากๆ ครับ

โทรซื้อบัตรกันที่ โทร.02 029 0092 (ทุกวัน 10.00 – 20.00น.)

หรือถ้าใครอยากค้างพัทยาสักคืน แนะนำให้เลือกเป็นโปรโมชั่น “Show&Stay” แพ็คเกจที่จับคู่ที่พักชิคๆ พร้อมบัตรชมการแสดง KAAN SHOW เรีบกว่าเป็นดีลดีๆ ที่จะให้คุณได้นอนหรูพร้อมดู KAAN SHOW ในราคาสุดฟิน

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

https://www.facebook.com/KAANShow 

• A Digital Content which serving by the journalist with a main topic PHOTO TRAVEL, HOTEL & LIFESTYLE via eyes, vision and message. We’re the best online travel, lifestyle and culture magazine to be inspired to journey, defy the norm and change the world •