“โอะโมะเตนาชิ” Omotenashi (おもてなし) ไม่แน่ใจว่าหลายคนเคยได้ยินคำนี้มาก่อนหรือไม่ แต่ถ้าใครเป็นแฟนญี่ปุ่นตัวยงแบบผม ก็คงเคยได้ยินและสัมผัสกับ “จิตวิญญาณการบริการแบบญี่ปุ่น” ซึ่งน่าจะเป็นนิยามที่ชัดเจนที่สุดของ โอะโมะเตนาชิ 

Omote – โอะโมะเต แปลว่า เบื้องหน้า
Nashi – นาชิ แปลว่า ไม่มี
ดังนั้น Omotenashi (おもてなし) จึงมีความหมายถึง การบริการแบบที่ไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง เป็นการให้บริการด้วยความบริสุทธิ์ใจ เป็นการบริการที่ทำเพื่อลูกค้าหรือผู้รับบริการที่อยู่ตรงหน้า เฉพาะคนนั้น ในเวลานั้น ณ สถานที่นั้นเท่านั้น

นั่นเพราะลูกค้าแตกต่างกัน เราจึงต้องให้การบริการที่แตกต่างกัน ไม่ได้มองว่าลูกค้าคือพระเจ้า แต่คือเพื่อนมนุษย์ที่เราเข้าไปบริการจากใจโดยไม่หวังผลตอบแทน โดยแลกกับความสุขที่ได้รับการจากได้ให้บริการ

จากการเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นมานานนับสิบปี สิ่งหนึ่งที่ผมสัมผัสได้คือเรื่องพื้นฐานการทำความเข้าใจในเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เป็นธรรมชาติที่ชัดเจนของคนญี่ปุ่น เห็นได้จากสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่สอดแทรกไว้ เพื่ออำนวยความสะดวกและสามารถตอบสนองความต้องการของแต่ละคน ตลอดจนการเคารพในเพื่อนมนุษย์ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นลูกค้าหรือว่าคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จัก

ถ้าจะนำมาปรับใช้ในธุรกิจโรงแรม Omotenashi ก็น่าจะเป็นคำว่า Hospitality หรือการดูแลเอาใจใส่ ที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี แต่จะเป็นขั้นกว่า คือการยกระดับการให้บริการที่มาจากจิตวิญญาณแท้ๆ  เพราะความใส่ใจแม้เพียงเล็กน้อย สร้างความแตกต่างให้องค์กรได้ โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรมที่เน้นขายงานบริการเป็นหลัก ไล่ระดับไปตั้งแต่การใส่ใจ และการทำเรื่องเล็กน้อยๆ ให้กับลูกค้า การปรับการให้บริการของพนักงานให้เหมาะสมตามสถานการณ์อย่างถูกที่ถูกเวลาเพื่อให้ลูกค้าได้รับสิ่งที่ต้องการ ในช่วงเวลาที่ตรงตามความต้องการอย่างแท้จริง เรื่อยไปจนถึงการแก้ไขปัญหาบางอย่างที่ลูกค้านึกไม่ถึงมาก่อน

เหล่านี้เป็นการสะท้อนถึงหลักคิดอย่าง Omotenashi ที่นำมาใช้ในงานบริการ

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาผมเพิ่งไปเข้าพักที่โรงแรม Nikko Bangkok โรงแรมน้องใหม่ในเครือ Okura ที่เพิ่งเปิดให้เข้าพักแต่ยังไม่ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ด้วยความที่ประทับใจใน Omotenashi ตลอดจนเห็นว่าในกรุงเทพฯ เองก็ไม่ค่อยมีโรงแรมสัญชาติญี่ปุ่นมาเปิดให้บริการมากนัก ก่อนหน้านี้ก็มีเพียงพี่ใหญ่อย่าง Okura Pretige Hotel ย่านเพลินจิต

Hotel Nikko Bangkok ก็อยู่เส้นสุขุมวิทเหมือนกัน แต่เป็นย่านทองหล่อครับ การเดินทางง่ายมากจากปากซอยทองหล่อ (สุขุมวิท 55) เข้ามาประมาณ 100 เมตร (เดินทางโดยรถไฟฟ้า BTS ก็สะดวกครับ) อาคารเป็นรูปทรงโค้งของกลีบดอกไม้ สามารถเดินเข้ามาด้านในประตูด้านหน้าได้เลย แต่หากใครขับรถมา สามารถขับตรงเข้ามายังจุด Drop-Off ของโรงแรมซึ่งอยู่ด้านใน ซึ่งจะพบกับปฏิมากรรมใหญ่เป็นรูปใบแปะก๊วย สื่อถึงความรักตามความหมายของคนญี่ปุ่น เป็นตัวแทนของความคงทน ไม่เปลี่ยนแปลง

“JAPANESE HOSPITALITY OF OMOTENASHI”

เป็นคำโปรยแรกของทางโรงแรมที่สื่อสารออกไปยังผู้เข้าพัก ซึ่งอยากจะเชิญทุกคนมาดื่มด่ำสัมผัสกับการให้บริการมาตรฐานโรงแรมญี่ปุ่นในประเทศไทย

เช็คอินที่ล็อบปี้ เซลลิ่งบริเวณนี้สูงโปร่งและตัวอาคารโอ่โถงดีมากครับ รู้สึกได้ถึงความโล่งสบาย มอบความรู้สึกดีๆ ให้กันตั้งแต่วินาทีแรกของการเข้าพักเลยทีเดียว ส่วนดีไซน์ผนังกระจกด้านหลังเป็นลักษณะของการตัดทอนรูปทรงลวดลายแบบไทยๆ ให้ออกมาดูเรียบง่ายมีความมินิมอล โดยจะเน้นสีโรสโกล์ด สะท้อนถึงความหรูหรา มีระดับ

พนักงานที่นี่จะดูแลเอาใจใส่ให้บริการด้วยจิตวิญญาณแบบญี่ปุ่น ซึ่งนอกจากภาษาไทยและภาษาอังกฤษแล้ว พนักงานทุกคนยังพูดภาษาญี่ปุ่นในระดับพื้นฐานของผู้ให้บริการได้ แต่หากต้องการพนักงานที่ชำนาญภาษาญี่ปุ่นแล้ว จะสังเกตว่าบริเวณปกเสื้อจะมีเข็มกลัดรูปธงชาติญี่ปุ่นเพื่อคอยให้บริการผู้เข้าพักชาวญี่ปุ่นอีกด้วยครับ

ผมถือโอกาสนี้สมัครเมมเบอร์ One Harmony ซึ่งเป็นโปรแกรมสะสมคะแนนระหว่างการเข้าพักของโรงแรมในเครือทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น Okura, Nikko, JAL สมัครครั้งแรกจะได้รับบัตรเป็นระดับ Member ตัวบัตรเป็นสีทอง-ดำ ดูสวยงามดีครับ ระหว่างสมัครก็คุยกับพนักงานไปเรื่อยถึงเรื่อง Benefit ที่จะได้รับ เรื่อยไปจนถึงการทำงานที่โรงแรมญี่ปุ่นว่าเป็นอย่างไรบ้าง 2-3 คนพูดตรงกันว่าที่นี่ระเบียบข้อปฏิบัติสำหรับพนักงานเยอะมาก โดยเฉพาะเรื่องการให้บริการ แต่ก็ดูเหมือนทุกคน Happy ดี เพราะได้เรียนรู้การให้บริการด้วยจิตวิญญาณของญี่ปุ่นจริงๆ (GM ที่นี่ค่อนข้างเข้มและเป๊ะ เพราะเป็นคนญี่ปุ่น)

เช็คอินเสร็จแล้ว ขึ้นห้องพักดีกว่าครับ ผมพักที่ชั้น 8 จากทั้งหมด 22 ชั้น ทั้งหมด 301 ห้อง Room Types มีด้วยกัน 9 แบบ คือ Superior Room > Superior Plus Room > Premier Room > Premier Corner Room > Premier Corner Plus Room > Nikko Club Room > Nikko Club Premier Room > Nikko Executive Suite Room > Nikko Grand Suite Room

•Room Types

BANGKOK toNIGHT

ห้องพักที่ Hotel Nikko Bangkok ออกแบบให้มีความเป็นลูกครึ่งมากกว่าที่จะเป็นสไตล์ญี่ปุ่นจ๋า ไม่ว่าจะเป็นการใช้วัสดุไม้ หมอนผ้าฝ้าย ให้ความสัมผัสถึงธรรมชาติ ขณะเดียวกันในห้องน้ำทุกห้อง ต้องมีอ่างอาบน้ำ ซึ่งสอดรับกับวัฒนธรรม Ofuro (โอฟุโระ) หรือการอาบน้ำในแบบญี่ปุ่น

ห้องน้ำเป็นห้องที่สำคัญสำหรับชาวญี่ปุ่น และการอาบน้ำไม่ใช่เป็นแค่การล้างตัวให้สะอาด แต่ยังเป็นการผ่อนคลายความเครียดและความเหนื่อยของทั้งร่างกายและจิตใจ หลังจากทำงานหนักมาทั้งวัน โดยอาศัยการแช่ตัวในน้ำอุ่นนานๆ แต่หากเป็นครอบครัวคนญี่ปุ่นแล้ว การอาบน้ำยังเป็นโอกาสที่สื่อความสัมพันธ์ที่อบอุ่นของครอบครัวโดยแช่น้ำด้วยกัน เราคงเคยเห็นในภาพยนตร์ว่า คู่พ่อกับลูกชายมักจะนั่งคุยกันในอ่างอาบน้ำนะครับ

ที่นี่จะแยกส่วนเปียก-แห้งในห้องน้ำออกจากกันครับ ส่วนห้องอาบน้ำนั้น เมื่อเข้าไปข้างในจะสังเกตเห็นได้ว่า ไม่มีม่านกั้นสำหรับอาบน้ำ เพราะเป็นห้องสำหรับอาบน้ำโดยเฉพาะที่สามารถปล่อยให้พื้นเปียกได้ทั้งห้อง เราสามารถยืนอาบแบบฝักบัวและ Rain Shower ก็ได้ โดยไม่ต้องเข้าไปอาบน้ำในอ่าง  มีกระจกเล็กๆ ให้ส่องตอนอาบน้ำ เผื่อจะดูว่ายังเหลือค้างฟองอยู่ตรงไหน

ส่วนตัวผมชอบเรื่องการใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของโรงแรมครับ เช่น Bathroom Amenities ไม่ว่าจะเป็นแชมพู คอนดิชันเนอร์ ครีมอาบน้ำและโลชั่น เป็นการ Blend กลิ่นพิเศษสำหรับโรงแรม Nikko Bangkok โดยเฉพาะครับ จากแบรนด์ PAÑPURI ซึ่งมีความโดดเด่นเรื่องการใช้ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค โดยกลิ่นพิเศษเฉพาะของโรงแรมจะเป็นส้มแมนดารินผสมกับตะไคร้ ซึ่งส่วนตัวชอบมากครับ ให้ความรู้สึกหอม สะอาด สดชื่นจากธรรมชาติ ส่วนบรรจุภัณฑ์นั้นยิ่งเก๋ เพราะไล่เฉดสี Pantone สวยดีเมื่อนำมาเรียงต่อกัน

ส่วนโฟมล้างหน้าจาก Elixir และยาสีฟัน Lion Nonio จากญี่ปุ่น เป็นของผมเองครับ บอกแล้วว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้ญี่ปุ่น

ในส่วนของห้องสุขาจะแยกมาจากห้องอาบน้ำต่างหากครับ จะอยู่ฝั่งตรงข้าม ฝั่งเดียวกับ Walk in closet ซึ่งในห้องแต่งตัวก็จะมีสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็น เตารีดและที่รองรีด (ขาดไม่ได้เลยสำหรับนักธุรกิจชาวญี่ปุ่น) เสื้อคลุมอาบน้ำ (ที่นี่ไม่มียูกาตะนะครับ) รองเท้าสลีปเปอร์ ช้อนใส่รองเท้าพร้อมที่ขัด ตู้นิรภัยขนาดเล็ก

ส่วนห้องสุขาจะเป็นแบบอัตโนมัติ ฝารองนั่งจะปรับอุณหภูมิได้ให้เรารู้สึกสบายที่สุดเมื่อนั่งในตอนแรก มีปุ่มฉีดชำระอัตโนมัติทั้งแบบเบาและแบบหนัก แอบเห็นว่าเป็นรุ่นที่มี Dryer ด้วย นอกจากนี้ ยังมีอ่างล้างมือเล็กๆ ในห้องสุขา ซึ่งเป็นรายละเอียดที่ขาดไม่ได้สำหรับชาวญี่ปุ่น ที่ต้องล่างมือทุกครั้งหลักเสร็จธุระ

ในห้องพักของผม นอกจากเตียงขนาดใหญ่และหมอนหลายใบแล้ว หัวเตียงมีโคมไฟ 3 จุด พร้อมไฟฝ้า ซึ่งหากปิดไฟกลาง เราจะมองเห็นกิมมิคเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ นั่นคือไฟส่องผนังเป็นลวดลายแบบไทยๆ เพื่อเป็น Decor แบบเรียบง่าย สะท้อนตัวตนของโรงแรมว่าเป็นสัญชาติญี่ปุ่นหัวใจไทย

นอกจากนี้ ยังมีโต๊ะยาวปลายเตียง มีโทรทัศน์ขนาด 43 นิ้วตั้งไว้ สามารถเลือกชมได้ทั้งช่องไทย ช่องฝรั่งและยังเน้นช่องญี่ปุ่นด้วย ได้นั่งดูรายการญี่ปุ่นแปลกๆ ก็จากที่นี่ มีโต๊ะทำงานพร้อมเก้าอี้ 2 ตัว ตั้งอยู่มุมห้อง พร้อมกับตู้เย็น กาน้ำร้อน และส่ิงที่ชอบอีกอย่างคือในห้องพักของโรงแรมนี้ มีปลั๊กเยอะดีครับ อยู่ตรงไหนก็เสียบใช้งานได้สบายๆ  แถมยังฟรีไวไฟซะด้วย

โต๊ะข้างเตียงวางโทรศัพท์ พร้อมนาฬิกาปลุกดิจตอลและแผงคอนโทรลไฟ ถัดไปเป็นโซฟาเบดเอาไว้นั่งพักผ่อนพร้อมโต๊ะเล็ก

ส่วนตัวผมชอบมุมนี้มาก เพราะสามารถนั่งอ่านหนังสือได้สบายๆ ขณะเดียวกันเมื่อเปิดม่านมองออกไปก็จะเห็นผู้คนที่เดินขวั่กไขว่อยู่บริเวณรถไฟฟ้า BTS สถานีทองหล่อ เป็นการสะท้อนสัญญะบางอย่างที่ดูแตกต่าง เมื่อเรานั่งเงียบๆ อยู่ในห้อง อ่านหนังสือดีๆ สักเล่ม เราจะพบความสงบเงียบในจิตใจ ที่ได้ละเลียดตัวอักษรไปตามที่ผู้เขียนต้องการบอกเล่า แต่หากเรามองไปข้างนอก เราจะพบความอลม่านวุ่นวายนานาๆ แต่ทว่าก็เป็นสิ่งที่เราเลี่ยงที่จะเผชิญไม่ได้ ดังนั้น เมื่อมีเวลาจงอย่าลืมสงบนิ่ง สำรวจความคิด ชีวิตและจิตใจของตัวเอง เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันเมื่อต้องออกไปเผชิญโลกกว้างภายนอกครับ

•Executive Lounge

เราออกไปเดินสำรวจส่วนต่างๆ ของโรงแรมกันบ้างดีกว่าครับ เริ่มจากชั้น 21 ลงมา ชั้นนี้จะเป็นส่วนของ Executive Lounge สำหรับแขกที่เข้าพักห้องระดับ Nikko Club Premier Room, Nikko Executive Suite Room  และ Nikko Grand Suite Room ซึ่งสามารถขึ้นมาเช็คอิน-เช็คเอ้าท์ที่นี่ได้เลย 

Executive Lounge ของ Hotel Nikko Bangkok นี้กว้างมากนะครับ เหมาเกือบทั้งฟลอร์ น่าจะมากกว่าจำนวนแขกและห้องพักเสียด้วยซ้ำไป มีที่นั่งหลากหลายรูปแบบทั้งโซฟา โต๊ะและห้องประชุมขนาดเล็ก ไว้คอยให้บริการ นอกจากนั้น ยังสามารถรับประทานอาหารเช้าได้เป็นส่วนตัวที่นี่ มีบริการ Afternoon Tea ยามบ่ายและ Cocktail ยามเย็น วิวพระอาทิตย์ตกที่นี่สวยดีครับ สามารถสั่งเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ ชา กาแฟได้ฟรี ส่วนตัวคิดว่าพักห้องระดับ Nikko Club ขึ้นไปแล้วได้มาใช้ Executive Lounge แบบนี้ถือว่าคุ้มมากครับ

•The OASIS All Day Dining

ลงมาที่ชั้น 6 กันบ้างเป็นส่วนของห้องอาหาร The OASIS ซึ่งเป็น All Day Dining ครับ ไฮไลท์คืออาหารมื้อกลางวันของที่นี่จะเปิดเป็นบุฟเฟต์ ให้แขกข้างนอกก็สามารถมาใช้บริการได้ครับ

ห้องอาหารค่อนข้างกว้าง มีไลน์อาหารที่หลากหลาย เสิร์ฟอาหารจานโปรดจากทั่วทุกมุมโลก ทั้งครัวไทย ฝรั่ง และที่สำคัญต้องไม่ลืมอาหารญี่ปุ่นครับ มาโรงแรมสัญชาติญี่ปุ่นทั้งที พระเอกต้องยกให้อาหารญี่ปุ่นอยู่แล้วครับ

Kaisen Don ผมยกให้เป็นพระเอกของห้องอาหาร The OASIS ครับ Kaisen Don คือข้าวที่ปรุงรสเปรี้ยวเหมือนกับข้าวซูชิใส่ในชามแล้ววางด้วยอาหารทะเลสดชนิดต่างไม่ไม่ว่าจะเป็น Salmon Maguro Ika Uni Ebi Kani Hotate Ikura หลากหลายอาหารสดที่เชฟจะสรรหามาเสิร์ฟครับ ส่วนมากเป็นวัตถุดิบนำเข้ามาจากญี่ปุ่นครับ

เราจะทานกี่ชามก็ได้ เพราะเป็นสไตล์บุฟเฟต์ แต่จริงๆ ในไลน์ก็ยังมีเมนูอื่นๆ ให้เลือกทานได้อีกนะครับ

ไลน์อาหารมาครบทั้งญี่ปุ่น ขาแกะ ซีฟู๊ด อาหารไทย ของคาว ของหวาน

ผมว่าไฮไลท์อีกอย่างที่น่าจะถูกใจคอแซ่บคนไทยคือซีฟู๊ดออนไอซ์ครับ วัตถุดิบมีทั้งในประเทศและนำเข้า อย่างเช่น หอยนางรมมาจากฝรั่งเศส สดและหวานฉ่ำมาก พร้อมน้ำจิ้มสุดจัดจ้าน (ถูกใจผมเป็นพิเศษ) ที่สำคัญเติมของไม่อั้น ไม่มีกั๊ก ไม่ต้องรอให้หมดครับ ใครสายแข็ง ใครมีความสามารถในการทานเท่าไร ขอท้าให้มาเลย!!

ชอบครัวของที่นี่ เป็นแบบ Open ครับ เราจะได้เห็นการบริหารจัดการภายในซึ่งแน่นอนว่า ต้องใส่ใจในความสะอาดเป็นหลักเลย ส่วนอาหารในบางเมนูสามารถสั่งให้เชฟปรุงให้ได้ทันที โดยหยิบเบอร์โต๊ะแล้วยื่นให้พนักงาน จากนั้นก็จะนำมาเสิร์ฟให้ถึงที่ครับ

ผมลองสั่งเป็นเส้นแทลเลียเตลเล (Tagliatelle) ครีมซอสไข่กุ้งครับ รสชาติเข้มข้นหอมครีม กรุบกรึบด้วยไข่กุ้ง ท๊อปด้วยสาหร่าย อร่อยมากครับ ส่วนของหวานจะอยู่อีก Station ในแต่ละวันจะไม่เหมือนกัน วันที่ผมไปจะเป็นช็อคโกแลต ลาวา รสชาติเข้มข้นดีครับ

นอกจากนี้ยังมีไลน์ของหวานที่สามารถตักทานได้ตามใจ ไม่ว่าจะเป็นไอศครีมโฮมเมด แน่นอนรสที่ยืนหนึ่งยังต้องเป็น Green Tea หรือว่าชาเขียว นอกจากนี้ยังมีขนมไทยวางใส่กระจาดเลือกได้ตามใจ และมี Japanese Bakery ที่ใครเป็นแฟนพันธุ์แท้ต้องไม่พลาด เพราะขนมหวานสไตล์ญี่ปุ่นนั้นจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งรสชาติที่นุ่มละมุน ความซอฟ์ท และความเข้มข้น

ส่วนตัวยังรู้สึกเสียใจมาจนถึงตอนนี้ที่เขียนอยู่ เพราะอุตส่าห์ไปถ่ายรูปชีสท์เค้กมาตั้งแต่แรก กะว่าวันนี้จะละเลียดให้หนำใจ ที่ไหนได้เผลอแปบเดียว หมดจ้า!! ก็จะมีเค้กตัวใหม่มาตั้งแทน

แต่เชฟจะรู้ไหมว่า “มันทดแทนกันไม่ได้!!” ดังนั้น ต้องมีศึกนัดล้างตากันอีกสักครั้ง ฮึ่ม!!

ส่วนห้องอาหาร HISHOU ซึ่งจะเป็นภัตตาคารที่ให้บริการอาหารญี่ปุ่นนั้นตอนนี้ใกล้เปิดให้บริการเต็มทีแล้วล่ะครับ

•Breakfast

เอาล่ะ นอกจากห้องอาหาร The OASIS จะเปิดให้บริการอาหารกลางวันแล้ว อาหารเช้าเราก็ทานกันที่นี่ครับ ซึ่งแน่นอนว่า ไลน์อาหารก็จัดเต็มเช่นเคย ทั้ง Continental Breakfast สไตล์ฝรั่งสั่งได้เลยครับ และแบบ Japanese Traditional  เพราะคนญี่ปุ่นจะให้ความสำคัญกับอาหารมื้อเช้ามาก ซึ่งแน่นอนว่า หากเป็นอาหารเช้าแบบดั้งเดิมของคนญี่ปุ่นแท้ๆ ก็มักจะเป็นอาหารสไตล์เพื่อสุขภาพประกอบไปด้วย ข้าวญี่ปุ่น บ๊วยเค็มหรือผักดองที่เรียกว่า Tsukemono  ไข่หวาน (tamakoyaki) หรือไข่ออนเซ็น (tamago onsen) แซลมอนย่างที่อุดมไปด้วยโอเมก้า 3 นอกจากนี้ยังมีถั่วเน่าญี่ปุ่น หรือนัตโตะ มีโปรไบโอติกส์ช่วยเรื่องระบบขับถ่าย มีเต้าหู้เย็นและซุปมิโสะร้อนๆ ที่ใส่สาหร่ายทะเล เข้าไปด้วย ช่วยเติมเต็มให้เป็นมื้อเช้าที่สมบูรณ์แบบ

ส่วนตัวผมชอบดื่มกาแฟญี่ปุ่นครับ จะมีความหอมที่เป็นเอกลักษณ์ กาแฟไม่หนักจนเกินไป สามารถดื่มได้เรื่อยๆ ดูสิครับ เสิร์ฟให้ทั้งที มาเป็นกาเลยครับ

ผมสามารถดื่มด่ำกับกาแฟยามเช้าแล้วนั่งนิ่งๆ เพื่อให้เวลาตัวเองได้คิดถึงสิ่งที่จะต้องดำเนินไปในชีวิตประจำวันนี้ ภายหลังจากที่รับประทานอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อย

สำหรับสายสุขภาพผมแนะนำ Fresh Juice Bar ที่จะเสิร์ฟน้ำผลไม้แยกกากแบบสดๆ เลือกได้ตามใจ หรือจะให้เชฟช่วยเลือกผลไม้ที่มีรสชาติเข้ากันได้ และมีประโยชน์ด้วยให้กับเราครับ ผมชอบแครอท ฝรั่ง สัปปะรด ผมว่าเข้ากันดีมีความเปรี้ยวๆ ฉ่ำๆ เติมความกระปรี้กระเปร่ายามเช้าได้ดีเลยทีเดียวครับ แต่หากใครจะชอบทานผลไม้สด ทางห้องอาหารก็มีให้บริการครับ

•Pool Bar Fitness & Sauna

นอกจากนี้ ชั้น 6 ยังเป็นที่ตั้งของ Pool Bar สระว่ายน้ำและบาร์ขนาดย่อม และมีในส่วนของ Fitness & Sauna ด้วย เพื่อให้บริการเติมเต็มไลฟ์สไตล์การพักผ่อน อย่างเต็มที่ ที่สระว่ายน้ำจะมีโซนสระเด็ก สระผู้ใหญ่และสระน้ำวนด้วยครับ เพื่อความผ่อนคลายสบายตัวยามสายๆ ของการเข้าพักที่ Hotel Nikko Bangkok

•FUJI Grand Ballroom

ลงมาที่ชั้น 4 จะเป็นชั้นสำหรับจัดเลี้ยงและจัดงานทุกรูปแบบครับ วันที่ไปเข้าพัก ทางโรงแรมมีการจัดเตรียมตัวอย่างสถานที่ การตกแต่งและการให้บริการ สำหรับคู่บ่าวสาว จัดงานวิวาห์พอดี ผมก็ได้มีโอกาสได้เข้าสังเกตการณ์ดูบ้าง เผื่อจะได้ไอเดียมาจัดงานของตัวเอง

เอ๊ย!!!

เห็นว่าทางโรงแรมและออรแกไนซ์เซอร์ จัดสถานที่สวยงามดีครับ สามารถดึงเอาอัตลักษณ์ของโรงแรมและประเทศญี่ปุ่นมาใช้ได้อย่างเหมาะสม ไป Tradition เกินไป มีความเป็นไทยผสมเข้ามาด้วย ห้องบอลรูมค่อนข้างใหญ่ จุคนได้มากพอสมควร ถ้าแบบคอคเทลน่าจะราวๆ พันคนได้

นอกจากนี้ยังมีห้องประชุมเล็กตั้งชื่อเป็นดอกไม้ ใบไม้และสัญลักษณ์ของญี่ปุ่น น่ารักดี ไม่ว่าจะเป็น Sakura, Ume, Tsubaki, Akane, Kaede, Momiji, Kasum ฯลฯ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ sales@nikkobangkok.com

•CURVE55

กดลิฟต์ลงมาที่ชั้น 1 กันครับ บริเวณโถงล้อบบี้ที่เราเช็คอิน ถัดไปโซนด้านหน้าจะเป็นบาร์และคาเฟ่ ที่ชื่อ CURVE55 เปิดให้บริการเครื่องอื่มและของว่างทั้งวัน ตั้งแต่ 7 โมงเช้า จนกระทั่งตี 1 (ช่างเข้ากับไลฟ์สไตล์ทองหล่อมาก) มีที่นั่งเยอะพอสมควรครับ

คุยกับ Marketing Manager เล่าให้ฟังถึงแนวคิดของ CURVE55 ว่า จะเป็น Third Place ที่ให้บริการได้หลากหลายกลุ่มลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นตอนเช้า มนุษย์ออฟฟิศทั้งคนไทย คนญี่ปุ่น หรือต่างชาติ สามารถเข้ามาทานกาแฟ คู่กับขนมปัง ครัวซองก์ ได้พร้อมกับอ่านหนังสือพิมพ์ก่อนเตรียมตัวไปทำงาน

ช่วงกลางวันสามารถนัดเพื่อนหรือลูกค้ามาดื่มชา กาแฟ ได้ตลอด ซึ่งเป็นสูตรที่ทาง CURVE55 ครีเอทขึ้นมาเอง (Irish Watermelon Coffee หอมดีมากครับ ต้องลอง!!)

ตอนบ่ายมีบริการ Afternoon Tea จัดมาแบบน่ารักมากเป็นสไตล์ญี่ปุ่น พร้อมเบเกอรี่สีหวาน แล้วก็ยังมีกลุ่มแม่บ้านที่มารอรับลูกตอนบ่ายแก่ๆ ก็สามารถมาจิบชาทานเค้กรอได้

ส่วนช่วงค่ำแปลงร่างเป็นบาร์ สามารถมาจิบเครื่องดื่มเบาๆ แฮงค์เอ้าท์หลังเลิกงานได้ ซึ่งเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนญี่ปุ่น ที่ชอบสังสรรค์กันหลังเลิกงาน นั่งกันยาวๆ เรื่อยไปจนถึงตี 1

ผมกำลังทึ่งในความคิดของทางโรงแรมที่ตอบสนองทุกความต้องการได้ภายในพื้นที่เดียวกัน เนื่องจากโรงแรมต้องวางตัวให้เป็นที่พักของคนทุกวัย จึงต้องอำนวยความสะดวกให้ได้มากที่สุดภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่นั่นเอง

โดยสรุปแล้ว Hotel Nikko Bangkok เป็นโรงแรมที่ผมชื่นชอบและชื่นชมอีกหนึ่งแห่ง ที่ควรค่าแก่การเข้าพัก หากอยากสัมผัสจิตวิญญาณการให้บริการแบบญี่ปุ่น “โอะโมะเตนาชิ” Omotenashi (おもてなし) ที่ยังคงไม่ลืมว่าเป็นโรงแรมญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย

โรงแรมสามารถดีไซน์วัฒนธรรมของตัวเองออกมาแบบ hybrid ที่ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว ไม่ญี่ปุ่นจนเคร่งตึงขึงขัง และก็ไม่ thailand only จนเกินไป ส่วนตัวรู้สึกประทับใจกับช่วงเวลา Day and Night ที่  Hotel Nikko Bangkok มากครับ

Hotel Nikko Bangkok

27 Soi Sukhumvit 55 (Thonglor),

Sukhumvit Road, Klongtan Nua, Wattana,

Bangkok 10110

Tel. +66 (2) 080 2111
Fax. +66 (2) 080 2112

Email: info@nikkobangkok.com

HOTEL NIKKO BANGKOK