BEFORE VALENTINE : เรียนรู้จัก รักตัวเอง

สวัสดี 14 กุมภา วันแห่งความรัก

ขอเขียนอะไรที่เปลี่ยนไปจากเรื่องท่องเที่ยวบ้างนะครับ

วันก่อนที่ “น้องโบ” นักข่าวโพสต์ทูเดย์มาขอสัมภาษณ์ คำถามสุดท้ายที่ถามมีเสียงสั่นติดปลายนวมเล็กน้อย

เหมือนแบ่งรับแบ่งสู้ว่า -รูจะถามดีมั้ยวะ “เอ่อ … พี่กานต์คะ พี่อายุเท่าไหร่แล้วคะ?”

… ตอบยังไงดี บางทีมันก็เป็นแค่เรื่องตัวเลขอ่ะเนอะ 

“ปีนี้จะ 39 แล้วครับ” – ผมตอบ

ปลายทางเงียบไปเล็กน้อย …. แล้วเราก็บอกลากันไป

 

ผมเพิ่งได้อ่านงานเขียนที่บอกว่า คนอายุ 29, 39, 49 มักจะเป็นจังหวะที่ลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างห่ามๆ ไม่ใช่สิ เป็นการทำอะไรบางอย่างที่ตัวเองไม่เคยทำ หรือเคยคิดว่าทำไม่ได้ … แต่ก็อยากลองทำดูสักตั้ง

 

มันเป็นเรื่อง จังหวะ ชีวิต ความคิดและจิตใจ

 

ผมเองก็เช่นกัน ได้ลองมานั่งนึกถึง วัยและประสบการณ์ที่ผ่านมา 2-3 ปีมานี้น่าจะเป็นช่วงความเปลี่ยนแปลงที่แจ่มแจ้งที่สุดในชีวิตผมของ และน่าจะพอสรุปความหมาย เอามาเขียนให้อ่านกันได้ในหลายๆ บรรทัดนี้

อาจจะไม่โดนใจใคร 100% แต่คิดว่าก็น่าจะเป็นประโยชน์อยู่บ้างครับ

ค้นหาตัวเองให้เจอ

อายุปูนนี้ ควรที่จะค้นหาตัวเองให้เจอได้แล้วว่าอะไรที่เราชื่นชอบ สามารถทำมันได้ดีและน่าจะดียิ่งขึ้นไปอีกได้ หากได้รับการฝึกฝน ดังนั้นถ้าหากจำเป็นจะต้องมีการพัฒนาเพิ่มเติม อาจจะเป็นการไปลงเรียนคอร์ส ไปอบรมหรืออ่านหนังสือศึกษาหาความรู้เพิ่มก็จะยิ่งเป็นสิ่งที่ดีครับ

เราอาจจะค้นพบว่า เรามี “พรสวรรค์” บางอย่างที่มันซ่อนอยู่แบบไม่รู้ตัว บางทีเราอาจจะโชคดีที่ได้ลดการใช้งานของ “พรแสวง” ลงไปเพื่อให้พรสวรรค์ที่มีอยู่ในตัวเรา ทำงานแทน

 

เติมเต็มทักษะเพื่อพัฒนาชีวิต

เรื่องนี้จะแตกต่างกับก่อนหน้าเล็กน้อยตรงที่ เรารู้แล้วว่า เรา “ขาด” อะไร หรือบกพร่องทางด้านไหน ให้ไปลองค้นหาทักษะบางอย่างที่เราขาดไป แล้วเติมเต็มมันให้ลงตัวที่สุดครับ บางคนอาจจะมีทักษะทางด้านของการวาดรูป ทำงานศิลปะ มีความเป็นศิลปินแต่เจรจาขายงานไม่ค่อยเก่ง ดังนั้นอาจจะต้องมีการฝึกบุคลิกภาพ ฝึกทักษะการเจรจาต่อรอง ปรับการพูดจาให้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น หรือแม้แต่การพัฒนาตนเองให้เกิดการบาลานซ์ของสมองสองซีกฝั่งความจำและความคิดให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อชีวิตของเราให้ได้มากที่สุด

 

ชอบอย่างไหน ทำอย่างนั้น ทำมันให้ดี

ความชอบกับความถนัดอาจจะไม่ใช่สิ่งเดียวกัน แต่สิ่งที่สำคัญคือควรทำมันให้ดีที่สุดในทุกอย่าง ไม่ว่าข้อจำกัดจะเป็นอะไร หรือที่สุดแล้วผลมันจะออกมาอย่างไร มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องค้นหาว่าความชอบกับความถนัดของเราคือสิ่งใด และจะยิ่งดีมากขึ้นหากเรื่องที่เราชอบสามารถเอาเข้ามาเติมเต็มเพื่อให้งานถนัดของเราดีขึ้นได้ ก็จะเป็นประโยชน์มากยิ่งขึ้นครับ

ยกตัวอย่าง ผมเป็นคนชอบถ่ายรูป แต่ก็ไม่ได้ถนัดมากหรอกนะครับ ออกแนวขี้เกียจถือกล้องออกไปถ่ายรูปทุกวันด้วยซ้ำไป จำได้ตอนเรียนวิชาโฟโต้ก็ได้เกรด C+ มา จากนั้นก็พยายามฝึกฝีมือมาเรื่อย ผนวกกับพอจะมีพื้นฐานทางด้านการอ่าน การพูด การเขียนอยู่แล้ว ก็เลยเอาเรื่องทั้งหมดนี้มาผสมเข้าด้วยกันและกลายเป็นการทำเพจ KANT และเพจอื่นๆ อย่างที่ทำอยู่ในตอนนี้แหละครับ ก็พอได้รับรางวัลทั้งกล่องทั้งเงินมาบ้างพอประทังชีวิต

 

อย่าเสียเวลากับพลังงานลบ

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคนหรือว่าเรื่องของงานก็ไม่ควรเสียเวลากับเรื่องแย่ๆ ที่เกิดขึ้นเด็ดขาดครับ เพราะพลังงานลบมีแรงดูดมหาศาลที่จะทำให้เราก้าวเข้าไปสู่วังวนสีดำจนทำให้หาทางออกได้ยาก

ดังนั้นสิ่งที่เราควรทำได้ก็คือการหลบเลี่ยงแรงดูดของพลังงานลบเหล่านั้น โดยการลดแรงปะทะหรือพยายามไม่ “เถียง” แต่เปลี่ยนเป็น ”ถก” แทน

เมื่อไหร่ที่เราเริ่มต้นด้วย “ความรู้สึกที่อยากจะเถียง” มันจะมีปลายทางอยู่ที่ “การอยากเอาชนะ” เพราะว่าเราจะพยายามยัดเยียดความคิดของเราที่เราเชื่อว่ามัน “ถูก” โดยที่เราเองก็ยังไม่ค่อยแน่ใจด้วยซ้ำไปว่าความคิดนั้นมันถูกจริงหรือเปล่า จนบางครั้งการเถียงกันอาจจะเลยเถิดไปจนถึงขั้นมีประเด็นใหม่ใหม่มาเติมเชื้อไฟเรื่อยๆ ดังนั้น เราควรจะต้องปรับวิธีคิดของเราก่อนและทำความเข้าใจกับบุคคลที่เราจะต้องไปปะทะ หากลยุทธ์ในการเจรจาด้วยเหตุผลนำ ไม่ใช่อารมณ์นำ หรือพูดง่ายๆ คือจัดการพลังงานลบที่เกิดขึ้นให้เจือจางลงเร็วที่สุด

 

ดูแลสุขภาพ

Mission อีกอย่างของผมที่จะต้องเริ่มต้นทำในวัยจะ 40 นั่นก็คือการหันกลับมาดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดีครับ ไม่ว่าจะเป็นปรับเรื่องของการรับประทานอาหารใหม่ พยายามลดการทานแป้งและเนื้อสัตว์ เพิ่มโปรตีนจากถั่วและทานผักให้มากขึ้น ขณะเดียวกันเรื่องการออกกำลังกายก็เป็นเป้าหมายสำคัญที่จะทำให้สุขภาพของเรานั้นแข็งแรงยิ่งขึ้นไป

และท้ายที่สุดคือเรื่องของคุณภาพในการนอนครับ แน่นอนเรารู้อยู่แล้วว่าการเข้านอนเร็วและนอนหลับให้เพียงพออย่างมีคุณภาพนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่เชื่อไหมว่าบางทีก็ต้องมา “ฝึก” เรื่องของการนอนกันใหม่ เพราะตลอด 39 ปีที่ผ่านมาเรามีวิถีชีวิตที่ไม่ใช่แบบนี้ ดังนั้นการจะให้เปลี่ยนทันทีคงจะเป็นเรื่องที่ยาก ต้องอาศัยการปรับครับ

อย่างผมก็ค่อยๆ นับถอยหลังนาฬิกาขึ้นมาให้เข้านอนเร็วขึ้น จากเมื่อก่อนนอนตอนเช้า รอพระบิณฑบาตร ก็ขยับเวลามาเป็นตี 4 จนขึ้นมาเป็นตี 2 แล้ว ตอนนี้พยายามเข้านอนให้ได้ประมาณเที่ยงคืน ตื่นราวๆ สัก 6 โมงเช้า (เป้าต่อไปคือเข้านอน 4 ทุ่ม) นอกจากนี้ ผมกำลังมีความคิดว่าจะหาเครื่องมือมาทำการทดสอบคุณภาพในการนอนของเราว่ามีคุณภาพการนอนที่ดีหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่รู้สึกได้กับตัวเองก็คือผมเป็นคนที่หลับม้วนเดียวจบครับ ไม่ค่อยตื่นมาขึ้นมากลางดึกหรือฝันอะไรบ่อยครั้งนัก จะมีก็แต่ความฝันในตอนทำงานที่เป็นเป้าหมายในตอนตื่นและอยากเดินไปให้ถึงฝันนั้นมากกว่าครับ

 

ตั้งเป้าให้ชัด โฟกัสให้ได้ แล้วไปให้ถึง

พูดถึงเรื่องของเป้าหมาย ผมเคยอ่านงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเชื่อมโยงระหว่างธรรมชาติของสมองเรากับเป้าหมายในชีวิต ยกตัวอย่างเวลาที่เราวิ่งมาราธอนนั้น อย่าวิ่งเงยหน้ามองเป้าที่อยู่ข้างหน้าจนไกลเกินไป แต่ให้ก้มหน้าลงไปนิดหน่อยเพื่อที่จะมองในระยะ 2- 3 เมตรข้างหน้า มีสติกับแต่ละก้าว จากนั้นก็ค่อยๆ วิ่งต่อไปจนจบระยะครับ 

ฟังดูอาจจะประหลาดไปสักหน่อย แต่เอาเข้าจริงแล้วการใช้พลังงานโฟกัสไปยังเป้าหมายเล็กๆ ในระยะสั้นจะได้ผลในแง่ของจิตวิทยามากกว่าการตั้งเป้าใหญ่ในระยะยาวครับ เพราะว่าสมองของเราจะตอบสนองกับเป้าเล็กได้ดีกว่า ดังนั้น ในการตั้งเป้าจะทำอะไรก็ตามในชีวิตนั้น อาจจะต้องมีการปรับมายด์เซ็ทใหม่ครับ โดยเริ่มจากความฝันเล็กๆ แล้วค่อยๆ ไปให้ใหญ่ พัฒนาไปเป็นทีละ step ครับ แต่เราก็ต้องไม่ลืมที่จะวางแผนเป้าหมายในระยะกลางและระยะยาวไว้ด้วย สุดท้ายคืออย่าลืมไปให้ถึงความฝัน หรือ Big Dream ที่เราฝันเอาไว้ด้วยครับ 

 

Communicate เพื่อ Collaborate 

ก่อนหน้านี้ผมเป็นคนค่อนข้างปิดตัวครับ ไม่ค่อยชอบที่จะไปยุ่งวุ่นวายกับใคร แต่เมื่อได้ไปเรียนหลักสูตรผู้บริหาร ต้องมาทำธุรกิจติดต่อผู้คนมากมาย เริ่มมีคู่ค้า มีเพื่อนฝูงนักธุรกิจ ได้เจอตัวอย่างเจ้าสัวที่ประสบความสำเร็จมามากมาย เราก็ค้นพบว่าเคล็ดลับอย่างหนึ่งก็คือเรื่องของการสื่อสารเพื่อสร้างมิตรภาพหรือความร่วมมือกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องธุรกิจหรือวิถีชีวิตก็ตาม

สิ่งสำคัญก็คือความจริงใจในการแสดงออกซึ่งมิตรภาพนั้น ไม่ว่าจะเป็นสีหน้า ท่าทาง คำพูด อารมณ์ จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องจัดทัพกระบวนการสื่อสารภายในจิตใจของเรา เพื่อที่การแสดงออกนั้นจะเป็นไปในทิศทางที่เป็นบวกและก่อให้เกิดมิตรมากกว่าศัตรู เพื่อที่จะนำไปสู่การ Collaboration หรือความร่วมมือกันในบางเรื่อง 

เพราะในความเป็นจริงแล้ว มนุษย์เราเป็นสัตว์สังคมครับ จึงหนีไม่พ้นที่จะต้องทำงานหรือใช้ชีวิตกับคนอื่นร่วมสังคม ดังนั้น ทักษะการอยู่ร่วมกับผู้อื่นให้เป็นที่ชื่นชม ให้เป็นที่รัก ได้รับความจริงใจและได้รับการปกป้องจากสังคมก็เป็นสิ่งที่ต้องฝึกฝนเช่นกัน เพื่อให้เกิดการพัฒนาก้าวหน้า เกิดความร่วมมือใหม่ๆ อันจะนำไปสู่จุดมุ่งหมายในชีวิตของแต่ละคนด้วยครับ 

ถ้าใครไม่รู้จะเริ่มอย่างไร ง่ายๆ ส่งยิ้มให้คนแรกที่เราเจอหลังอ่านเรื่องนี้จบก่อนเลยครับ

 

คุยกับตัวเองให้มาก

ทุกๆ วันเราใช้เวลาหลายชั่วโมงในการคุยกับคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสำคัญหรือว่าเรื่องไม่สำคัญก็ตาม

แต่น้อยมากที่เราจะมีเวลานั่งคุยกับตัวเองอย่างเป็นกิจลักษณะ “การคุยกับตัวเองไม่ได้แปลว่าบ้า” ทว่าเป็นการทำให้เรารู้จักและเข้าใจในตัวตนของเรามากยิ่งขึ้น ว่าตอนนี้เรากำลังคิด-กำลังทำอะไรอยู่

ผมคุยกับตัวเองบ่อยมากครับ อาจจะด้วยเพราะว่าเราโตมาแบบเดี่ยว ดังนั้น หนังสือจะคือครูที่ดี และบางทีเราก็ต้องมีการทบทวนบทเรียนด้วยตัวเองก่อนจะไปเจอบททดสอบใหญ่ในโลกกว้างครับ ดังนั้น ผมจึงนั่งคุยกับตัวเองบ่อยๆ เพื่อถามตัวเองอยู่เสมอ อย่างเช่น ถ้าหากผมกำลังหงุดหงิด หรือมีอะไรมากระทบจิตใจ ก็จะต้องถามตัวเองว่าตอนนี้เรารู้สึกอะไรอยู่ เรื่องนี้ส่งผลกระทบอะไรกับเรามากหรือไม่ และเราจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไรให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้

การสำรวจความคิด ชีวิตและจิตใจของเรานั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากครับ เพื่อที่จะให้เรามีเข็มทิศชีวิต ที่นำทางเดินไปในทางที่เราตั้งเป้าเอาไว้ได้อย่างถูกต้องนั่นเอง

 

ส่งต่อความรัก Pass the Love Forward

การมีชีวิตคู่ก็เป็นเรื่องที่ดี แต่บางทีแก่นแกนของมันคือเรื่องความรัก ยิ่งอายุมากขึ้น เราต้องใช้เวลานานตามไปด้วย ในการที่จะเลือกใครสักคนเข้ามาเติมเต็มหัวใจให้สมบูรณ์ (โปรดสังเกต ไม่มีคำว่า “ที่สุด”) 

หลายคนบอกว่าเรื่องความรักเป็นเรื่องของความรู้สึกไม่ใช่เรื่องของสมอง แต่บางทีการรักโดยที่ลืมหูลืมตาบ้างก็น่าจะดีกว่า นิยามความรักในวัยที่โตขึ้นจึงไม่ได้หมายความถึงเรื่องของชู้สาวแต่เพียงอย่างเดียว แต่เราจะเริ่มทบทวนบทบาทของความรักที่อาจจะเกิดขึ้นกับใครก็ได้ คนรอบข้าง ครอบครัว เพื่อน พาร์ทเนอร์ ฯลฯ (อย่างตอนนี้ผมก็กำลังเห่อหลานสาวมากเลยครับ) 

อีกอย่างคือต้องไม่ลืมที่จะรักตัวเองให้มากๆ แม้ปากจะบอกว่า “ทำไมฉันยังไม่มีแฟนสักที” (ให้ย้อนกลับไปอ่าน 2 พารากราฟข้างบนนี้ก่อน) ตอนนี้ผมก็ขยันหยอดกระปุกรูปความรักของหัวใจของตัวเองให้เต็ม อาจจะมีพร่องไปบ้างในบางวัน เพราะว่าเราแคะมันไปแบ่งปันความรักให้กับคนอื่นซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องไม่ดีตรงกันข้ามกลับทำให้เรานั้น ขยันที่จะมองหาความรักรอบตัว เอามาหยอดใส่หัวใจของเราเลยล่ะครับ เมื่อเราเติมเต็มเราหยอดกระปุกหัวใจไปเรื่อยๆ วันหนึ่งเราจะพบว่า นิยามความรักของเราหรือของใครก็เป็นไปในแบบของตัวเอง ขอแค่เรียนรู้ที่รู้จักส่งต่อความรัก เท่านี้ก็เพียงพอแล้วล่ะครับ